เบื้องหลังแรงขายต่างชาติใน SET: ไม่ใช่การหนี แต่เป็นการปรับพอร์ตท่ามกลางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งแตะเพดาน
ตัวเลข 5.350% ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ไม่ใช่แค่สถิติ แต่เป็นกำแพงที่กดทับตลาดการเงินทั่วโลกจนหายใจไม่ออก ระดับนี้แตะเพดานสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 ผลที่ตามมาคือดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนทั่วโลกกำลังยืนดูธนาคารกลางสหรัฐฯ ด้วยความระแวงว่าเดือนธันวาคมนี้จะเดินเกมอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปหลบที่ปลอดภัย
ในตลาดหุ้นไทย วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดัชนี SET ปิดที่ 1,584.63 จุด บวกเพียง 0.15% ดูผิวเผินแล้วเหมือนวันธรรมดา แต่ข้างใต้พื้นผิวกำลังสั่นไหว แรงขายจากต่างชาติกลายเป็นประเด็นร้อนที่นักวิเคราะห์ถกเถียงกันอย่างดุเดือด ข้อสรุปเบื้องต้นคือ นี่ไม่ใช่การถอนทุนออกถาวร แต่เป็นการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงชั่วคราว
แรงขายต่างชาติ: ขายทำกำไร หรือ หมดความเชื่อมั่น
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO ยืนยันชัดว่าแรงขายนี้ไม่ได้แปลว่าต่างชาติหมดศรัทธาในเศรษฐกิจไทย แต่เกิดจากแรงกดดันให้ลดความเสี่ยงพร้อมกันทั่วโลก สาเหตุหลักคือความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์ที่สูงลิ่วจนกลายเป็นจุดเปราะบางของพอร์ตการลงทุนสถาบันใหญ่ๆ ทั่วโลก
ดูจากโครงสร้างการขายจะเห็นภาพชัด หุ้นที่ถูกเทหนักที่สุดคือกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการขายทำกำไร (Take Profit) มากกว่าการเทขายทิ้งอย่างสิ้นหวัง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2569 เติบโตขึ้นกว่า 20% ซึ่งรองรับการปรับตัวของดัชนีได้จริง พื้นฐานยังแข็งแรง
มุมของ FETCO ชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนตุลาคมยังยืนอยู่ที่ 148.72 จุด จัดอยู่ในเกณฑ์ 'ร้อนแรง' โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติที่ความเชื่อมั่นสูงถึง 175 จุด ตัวเลขนี้ฟ้องว่า แม้พวกเขาจะขายหุ้นออกมาบ้าง แต่สายตาพวกเขายังมองว่าหุ้นไทยมีมูลค่าที่น่าสนใจและพร้อมจะกลับเข้าซื้ออีกครั้งในจังหวะที่เหมาะสม

สัญญาณเงินไหลกลับ: 5 แสนล้านบาทที่หายไป
สิ่งที่น่าจับตามองคือช่องว่างของเงินทุนต่างชาติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะสมกันราว 5 แสนล้านบาทที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย เงินที่ไหลกลับเข้ามาในรอบล่าสุดจึงยังเป็นแค่เศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับยอดมหาศาลที่หายไป นั่นหมายความว่ายังมีความต้องการซื้อที่ซ่อนอยู่อีกมากในตลาด
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมี 'ช่องว่าง' ใหญ่สำหรับเงินไหลกลับ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และดอกเบี้ยสหรัฐฯ คลี่คลาย การกลับมาของฟันด์โฟลว์จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยดันดัชนี SET ทะลุระดับ 1,590 จุดได้ไม่ยาก ความคาดหวังนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าแรงขายรอบนี้เป็นเพียงการพักตัวชั่วคราว
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่เปิดตลาดที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า แต่ก็ยังสะท้อนแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เริ่มย่อลง เงินทุนต่างชาติก็อาจไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยและทำให้บาทอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค

หุ้นเด่นลุ้นเข้า MSCI: THAI และ PTTGC
จุดสนใจที่ร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้คือโอกาสที่หุ้นไทย 2 ตัวจะได้รับการทบทวนเข้าดัชนี MSCI ในเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะ THAI ที่มีโอกาสกลับเข้าสู่ดัชนี หากราคาหุ้นสามารถยืนเหนือระดับ 6 บาทได้ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ที่ปรับด้วยสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนอิสระผ่านเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว ถือว่ามีความพร้อมด้านสภาพคล่องและขนาดกิจการ
อีกตัวคือ PTTGC ซึ่งมีโอกาสขยับจากดัชนี MSCI Small Cap ไปสู่ MSCI Global Standard หากราคาหุ้นยืนที่ระดับ 50 บาท บวกๆ การที่หุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวและถูกปรับลดน้ำหนักในดัชนีโลกน้อยลง ทำให้ความน่าเชื่อถือของตลาดไทยในสายตานักลงทุนสถาบันค่อยๆ กลับมา การเข้าดัชนีเหล่านี้จะช่วยดึงเงินสถาบันเข้ามามากขึ้น
นอกจากนี้ โบรกเกอร์ยังแนะนำหุ้น KTB, WHA และ BCH เป็นหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ เนื่องจากได้รับปัจจัยเฉพาะตัวที่ช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี การจับตาดูหุ้นกลุ่มเหล่านี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะพื้นฐานยังรองรับราคาปัจจุบันได้ดี

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: น้ำท่วมและเงินเฟ้อ
ปัจจัยภายในประเทศที่เริ่มส่งผลกระทบคือ สถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 22-30 พันล้านบาท และกระทบต่อ GDP ราว 0.1-0.2% แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่รุนแรงจนเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาอยู่ที่ 52.1 จุด ก็สะท้อนว่าประชาชนเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งราคาน้ำมันดีเซลที่ทะลุ 40 บาทต่อลิตร ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อต้นทุนการผลิตและการบริโภค หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อจนเดือนพฤศจิกายน อาจกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ต้นทุนที่สูงขึ้นจะค่อยๆ บดกร่อนกำลังซื้อของครัวเรือนและธุรกิจรายย่อย
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการขยายเวลาโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' จะช่วยประคองกำลังซื้อได้บางส่วน นักลงทุนจึงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะเปิดเผยกลางสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้ทิศทางดอกเบี้ยและฟันด์โฟลว์ในระยะสั้น ที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย
คำถามที่พบบ่อย

Keep subscribing to กฤตา พงษ์Her next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
