เจาะลึกข้อมูล Herbalife Asia Pacific 2026 ที่เปิดเผยว่าแม้คนเอเชียจะใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังมีปัญหา 'Execution Gap' ที่ทำให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพไม่เกิดขึ้นจริงตามที่ตั้งใจ
ตัวเลข 71% จากแบบสำรวจ Herbalife Asia Pacific Wellness Culture Survey 2026 ไม่ได้แค่บอกว่าคนอินโดนีเซียและทั่วภูมิภาคเริ่มใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน หากแต่เปิดเผยความจริงที่น่าขบคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังไม่กลายเป็นผลลัพธ์สุขภาพที่จับต้องได้จริง มันคือความขัดแย้งเงียบๆ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งผู้คนพยายามเปลี่ยนแปลงชีวิตแต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า 'Execution Gap' หรือช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจริง แม้ 9 ใน 10 คนจะยอมรับว่าสุขภาพแบบองค์รวมมีความสำคัญ แต่ 85% เพิ่งตระหนักเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ สังคมกำลังวิ่งไล่ตามเทรนด์ Wellness อย่างหนัก แต่ขาดกลไกที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมชั่วคราวให้นิสัยถาวร
ในฐานะผู้ติดตามวงการนี้มานาน ผมมองว่านี่ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากยุคที่ขายสินค้าหรือคอร์สสั้นๆ สู่ยุคที่ต้องขายระบบที่ช่วยประคองผู้คนผ่านช่วงเวลาที่แรงจูงใจตกต่ำ การเข้าใจช่องว่างนี้จะกำหนดทิศทางธุรกิจสุขภาพไทยในปี 2569 และ 2570 ได้อย่างแม่นยำขึ้น
ข้อมูลจากสนามจริง: ความตั้งใจสูง แต่ขาดแรงผลักดัน
ผลสำรวจชี้ว่าปัญหาหลักไม่ใช่การขาดความสนใจ แต่คือการขาด 'Support Systems' ที่เหมาะสม Oktrianto Wahyu Jatmiko ผู้อำนวยการทั่วไปของ Herbalife Indonesia อธิบายว่าการรักษารูปแบบชีวิตที่มีสุขภาพดีในระยะยาวเป็นเรื่องยากหากขาดแนวทางที่สมเหตุสมผลและแรงจูงใจต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนมากติดขัดที่ข้อจำกัดด้านเวลาและความเหนื่อยล้าจากงานประจำวัน
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับเทรนด์ในไทยที่เห็นได้จากตลาดฟิตเนส ซึ่งมีมูลค่าทะลุ 12,000 ล้านบาทในปี 2568 ตามการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย แม้ตลาดจะเติบโต 18% แต่รายได้กว่า 80% ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งบ่งชี้ว่าพฤติกรรมสุขภาพกำลังกลายเป็น 'ของมีราคา' ที่เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเวลาว่างเพียงพอ
สิ่งที่น่ากังวลคือ Gen Z เป็นกำลังหลักในการผลักดันตลาดนี้ โดยยอดซื้อสมาชิกฟิตเนสของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 8 เท่าใน 3 ปี ตามข้อมูลจาก The 1 Insight การเติบโตเช่นนี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านจากการซื้อสินค้ากีฬาเพื่อแสดงตัวตน ไปสู่การเข้าร่วมกิจกรรมจริง แต่หากไม่มีโครงสร้างที่ช่วยให้พวกเขา 'คงอยู่' กับกิจกรรมเหล่านี้ได้ ตลาดอาจเผชิญกับปรากฏการณ์ 'Boom and Bust' ที่ยอดสมาชิกขึ้นสูงแต่การต่ออายุสมาชิก (Renewal) ต่ำ

Health Literacy: กุญแจสำคัญที่ถูกละเลย
การประชุมวิชาการความรอบรู้ด้านสุขภาพนานาชาติ ครั้งที่ 12 (AHLA) ที่จัดขึ้นในเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ได้เน้นย้ำว่า 'Health Literacy' หรือความฉลาดรู้ด้านสุขภาพ เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับพฤติกรรมจริง นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ นายกสมาคมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งเอเชีย ระบุว่าในยุคนี้อาสาสมัครและประชาชนจำเป็นต้องมีทักษะในการเข้าถึง ตรวจสอบ และนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจได้
การประชุมนี้เชื่อมโยงความรอบรู้ด้านสุขภาพกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 3 และ SDG 10 ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงบริการสุขภาพ การที่คนทั่วไปขาดความเข้าใจในวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ทำให้การออกกำลังกายหรือการกินอาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นเพียง 'ความพยายาม' ที่ไร้ทิศทาง แทนที่จะเป็น 'กลยุทธ์' ที่มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคืองาน 'เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต' ที่กำแพงเพชร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 4,925 คน แม้บรรยากาศจะคึกคัก แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่วันนั้น แต่คือการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้ประชาชนลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้สูงถึง 90% หากพวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถูกวิธี สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าแค่ 'ทำ' ไม่พอ ต้อง 'ทำถูกวิธี' ด้วย

อุตสาหกรรมสุขภาพไทย: จากสินค้าสู่ระบบนิเวศ
ตลาด Health & Beauty ในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท กำลังถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง พญ.อัชฌา นูนคาน CEO ใหม่ของ SPTX ซึ่งมองเห็นโอกาสในการสร้าง Medical Community ผ่านเทคโนโลยี AI และความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เธอเน้นย้ำว่า 'ธุรกิจปัจจุบันเราโตคนเดียวไม่ได้' หากไม่มีระบบสนับสนุนที่ครบวงจร
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการเริ่มเข้าใจว่า Wellness ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือคลาสฟิตเนส แต่เป็น 'ระบบนิเวศ' ที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูล การศึกษา การแพทย์ และการลงทุนเข้าด้วยกัน ธนาคารทิสโก้ก็กำลังทำเช่นเดียวกันผ่านโครงการ 'Think Healthcare, Think TISCO' ที่เชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพกับการลงทุนในธุรกิจ HealthTech
การที่สถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเล่นในตลาดนี้ บ่งบอกว่าการดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็น 'สินทรัพย์' ที่ต้องมีการบริหารอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบส่วนบุคคลอีกต่อไป สิ่งนี้จะช่วยปิดช่องว่าง Execution Gap โดยให้ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นกับผู้คนในการดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน

ทางออกสำหรับคนไทย: สร้างระบบ ไม่ใช่แค่สร้างนิสัย
จากข้อมูลทั้งหมด ผมมองว่าทางออกสำหรับคนไทยไม่ใช่การพยายาม 'มีวินัย' ให้มากขึ้น แต่คือการ 'ออกแบบระบบชีวิต' ที่ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและต่อเนื่อง การเริ่มจากเป้าหมายที่เล็กแต่ทำได้จริง เช่น การเดิน 10 นาทีต่อวัน แทนที่จะตั้งเป้าวิ่งมาราธอนทันที จะช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มโอกาสในการสำเร็จ
การเลือกผู้ให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่มี 'ระบบสนับสนุน' ที่ชัดเจน เช่น โค้ชที่ติดตามผล แพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือชุมชนที่แบ่งปันประสบการณ์ จะช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ motivation ต่ำที่สุดไปได้ การที่ ONSENS ผนึกกำลังกับแบรนด์ท้องถิ่นเพื่อสร้างประสบการณ์สป่าเฉพาะบุคคล ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจที่เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการมากกว่าแค่ 'การบริการ' แต่ต้องการ 'ความหมาย' และ 'ความเชื่อมโยง'
ในปี 2569 นี้ เราต้องหยุดถามว่า 'ทำไมฉันถึงไม่ออกกำลังกาย' และเริ่มถามว่า 'ระบบอะไรที่ช่วยฉันได้' การเปลี่ยนมุมมองนี้คือจุดเริ่มต้นของการปิดช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับผลลัพธ์จริง และทำให้ Wellness กลายเป็นชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เทรนด์ในโซเชียลมีเดีย
คำถามที่พบบ่อย

Keep subscribing to วิไลพร สุขHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
