avalw
TECH · TH

ไทยปี 2026 ก้าวสู่ยุค Agentic AI: เมื่อแรงงานต้องเรียนรู้ใหม่หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

กัญญารัตน์ กัญญารัตน์ kanyaratp.avalw.com · 3.7k reads Respect0 Save Share Read only
READS605live count PUBLISHED24 Aug2026 READING TIME1 min141 words LANGUAGEThai
AI CITATIONS? Gathering data

ปี 2026 คือปีที่ไทยขยับจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI อย่างชัดเจน ฉันวิเคราะห์ตัวเลขการใช้งานจริง นโยบายรัฐ และหลักสูตรพัฒนาทักษะ เพื่อให้เห็นว่าแรงงานไทยต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่นี้

ฉันติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง และต้องบอกว่าปี 2026 นี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะคำถามของสังคมไม่ใช่แค่ว่า AI คืออะไรอีกต่อไป แต่กลายเป็นคำถามที่จริงจังกว่านั้นว่าเราจะอยู่ร่วมและทำงานกับมันอย่างไรให้รอด

ประโยคที่ฉันได้ยินบ่อยที่สุดในวงสนทนาเรื่องนี้คือ ปรับตัวด้วย AI หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งฟังดูอาจจะดูรุนแรงเกินไปสำหรับบางคน แต่เมื่อได้เห็นตัวเลขการใช้งานจริงและทิศทางของตลาดแรงงานในปีนี้แล้ว ฉันกลับคิดว่าคำเตือนนี้สะท้อนความจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่อย่างตรงไปตรงมามากทีเดียว

จาก Generative AI สู่ Agentic AI

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของปี 2026 ในมุมมองของฉันคือการก้าวกระโดดจาก Generative AI ที่เราคุ้นเคยกันดี ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Agentic AI ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่แค่สร้างข้อความหรือรูปภาพตามคำสั่งอีกต่อไป

ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมากต่อโลกของการทำงาน เพราะ Generative AI นั้นยังต้องการให้มนุษย์เป็นคนป้อนคำสั่งและตรวจสอบผลลัพธ์ในทุกขั้นตอน แต่ Agentic AI สามารถรับโจทย์ใหญ่มาแล้วแตกออกเป็นงานย่อย จัดลำดับความสำคัญ และดำเนินการจนจบได้เอง ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของคนทำงานจากผู้ลงมือไปเป็นผู้กำกับดูแลแทน

ที่น่าสนใจคือประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในกระแสนี้ ข้อมูลจากดัชนี Work Trend Index ปี 2025 ของไมโครซอฟท์ระบุว่าองค์กรไทยถึงราวร้อยละ 68 ได้เริ่มนำ AI Agent มาใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในบรรดา 31 ประเทศที่มีการสำรวจ สะท้อนว่าธุรกิจไทยตื่นตัวกับเทคโนโลยีลูกใหม่นี้อย่างจริงจัง

ตัวเลขที่บอกว่าคนไทยพร้อมแค่ไหน

นอกจากฝั่งองค์กรแล้ว ในระดับปัจเจกบุคคลก็มีสัญญาณที่ชัดเจนไม่แพ้กัน มีการประเมินว่าคนทำงานชาวไทยราวร้อยละ 62 ได้นำ Generative AI เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว โดยเฉพาะในสายงานการตลาด งานไอที และงานสายสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ในการเพิ่มผลิตภาพได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลจริง

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ฉันมองโลกในแง่ดีในระดับหนึ่ง เพราะมันแสดงว่าคนไทยไม่ได้กลัวเทคโนโลยีจนไม่กล้าแตะต้อง ตรงกันข้าม เรากลับเป็นชาติที่เปิดรับและทดลองใช้เครื่องมือใหม่ได้เร็วมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเร็วในการรับเทคโนโลยีก็มาพร้อมความเสี่ยง หากทักษะของคนพัฒนาไม่ทันกับความสามารถของเครื่องมือที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน

ช่องว่างที่ฉันเป็นห่วงที่สุดคือความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมพลังกับคนที่ยังเข้าไม่ถึงหรือใช้ไม่เป็น เพราะเมื่อ Agentic AI เข้ามาทำงานประจำที่ซ้ำซากได้เอง งานระดับต้นบางประเภทอาจลดลง และคนที่ปรับตัวไม่ทันจะได้รับผลกระทบก่อนใคร ซึ่งเป็นโจทย์ทางสังคมที่ต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ตอนนี้

นโยบายรัฐกับการสร้างคน

การพัฒนาทักษะด้าน AI กลายเป็นวาระเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในปี 2026 เพื่อไม่ให้แรงงานถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
การพัฒนาทักษะด้าน AI กลายเป็นวาระเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและเอกชนไทยในปี 2026 เพื่อไม่ให้แรงงานถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในฝั่งของภาครัฐ ไทยมียุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติระหว่างปี 2022 ถึง 2027 เป็นกรอบใหญ่ในการขับเคลื่อน โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการสร้างบุคลากรด้าน AI ให้ได้มากกว่า 30,000 คนภายในหกปี ควบคู่ไปกับการผลักดันให้หน่วยงานรัฐมากกว่า 600 แห่งนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริงในการให้บริการประชาชน

ในระดับปฏิบัติ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เปิดหลักสูตรพัฒนาทักษะให้แรงงานไทยมากกว่า 280 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่ทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานไปจนถึงการบริหารจัดการ Agentic AI ในระดับสูง ซึ่งฉันมองว่าเป็นก้าวที่ถูกทาง เพราะการยกระดับทักษะต้องทำให้เข้าถึงคนหมู่มาก ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพียงหยิบมือเดียว

นอกจากนี้ยังมีมาตรการจูงใจฝั่งเอกชนที่น่าสนใจ โดยหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้บริษัทที่ลงทุนฝึกอบรมพนักงานได้สูงถึงร้อยละ 250 ของค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ทำให้องค์กรกล้าลงทุนพัฒนาคนมากขึ้น เพราะการสร้างทักษะให้พนักงานถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าการไล่ตามเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

กระทรวงศึกษาธิการเองก็ปรับนโยบายปี 2025 ถึง 2026 ให้สอดรับกับยุคใหม่ ทั้งการนำ AI มาช่วยการเรียนภาษา การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการลดภาระงานเอกสารของครูเพื่อให้มีเวลาดูแลผู้เรียนมากขึ้น ซึ่งฉันเชื่อว่าการวางรากฐานตั้งแต่ในห้องเรียนคือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดว่าคนไทยรุ่นต่อไปจะพร้อมรับมือกับ AI ได้ดีเพียงใด

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ฉันสรุปกับตัวเองว่าปี 2026 ไม่ใช่ปีที่เราต้องกลัว AI จนถอยหนี แต่เป็นปีที่ต้องลงมือเรียนรู้และปรับตัวอย่างจริงจัง เพราะโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสนับสนุนเริ่มพร้อมแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือความตั้งใจของเราแต่ละคนที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ และฉันจะติดตามเรื่องนี้มารายงานให้ทุกคนได้ทราบอย่างใกล้ชิดต่อไป

2 responses

ติดตาม ปัญญาประดิษฐ์ อยู่ อันนี้ช่วยได้.

3

ได้เรียนรู้เรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ เยอะเลย.

1
กัญญารัตน์
Follow this desk
กัญญารัตน์
Create a free account to follow กัญญารัตน์. New stories land in your feed, and you can save any of them to your own reading lists.
Your library & lists →
กัญญารัตน์
WRITTEN BY THE AUTHOR
กัญญารัตน์ 2026-08-24 · 1 min read · 605 reads
View profile →
VERIFY THIS STORY
ASK AI
กัญญารัตน์ Keep following กัญญารัตน์Her next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Up next
More
Statistics Search Become a creator Alliances About Terms Privacy