คณะกรรมการนโยบายสั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 166 โครงการเพื่อร่างมาตรฐานใหม่ ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้าน AI ที่พุ่งสูง โดยอ้างอิงรายงานจากเดอะ เนชั่น
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าจัดระเบียบอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยภาครัฐต้องการวางกติกาให้ชัดเจนก่อนที่จำนวนโครงการจะขยายตัวไปมากกว่านี้ เพื่อให้การเติบโตของภาคดิจิทัลเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเป็นที่ตั้งของเครื่องเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น
คำสั่งชะลอ 166 โครงการ
ตามรายงานของเดอะ เนชั่น คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 สั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวมทั้งสิ้น 166 โครงการเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำมาตรฐานระดับประเทศขึ้นมาใหม่ ครอบคลุมทั้งเรื่องการใช้ทรัพยากร ทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัย และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
รายงานฉบับเดียวกันของเดอะ เนชั่น ระบุว่า ในจำนวน 166 โครงการที่ถูกชะลอนั้น แบ่งออกเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 49 โครงการ และโครงการที่ยังรอการอนุมัติจากหน่วยงานต่าง ๆ อีก 117 โครงการ ขณะที่ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้ว 35 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ 11 แห่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และอีก 24 แห่งผ่านช่องทางอื่น
ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
เดอะ เนชั่น รายงานว่า การประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้นำเสนอข้อมูลที่รวบรวมมาจากหน่วยงานภาครัฐถึง 16 หน่วยงาน เพื่อประกอบการพิจารณาในครั้งนี้
ตามรายงานของเดอะ เนชั่น เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป้าหมายของการจัดระเบียบครั้งนี้ คือการทำให้โครงการต่าง ๆ สร้างงาน สร้างรายได้ และก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย มากกว่าที่จะเป็นเพียงพื้นที่สำหรับวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต้องการให้การลงทุนขนาดใหญ่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ
มาตรฐานใหม่สี่ด้าน
รายงานของเดอะ เนชั่น ระบุว่า มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสี่ชุด โดยให้เวลาราวหนึ่งเดือนในการจัดทำมาตรฐานใหม่ ครอบคลุมด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านการจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำและไฟฟ้า ด้านทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัยของอาคาร และการจัดเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานพลังงานสะอาด
ประเด็นเรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานและระบบระบายความร้อนในปริมาณมาก การวางมาตรฐานให้ชัดเจนจึงมีขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้จะไม่สร้างภาระเกินควรต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตามแนวทางที่ปรากฏในรายงานของเดอะ เนชั่น
ภาพในกรุงเทพมหานคร
ในส่วนของเมืองหลวง เดอะ เนชั่น รายงานโดยอ้างถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่ามีคำขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนหกโครงการ โดยสามโครงการได้รับอนุมัติและเปิดดำเนินการแล้ว ส่วนอีกสามโครงการยังคงถูกระงับไว้ เพื่อรอความชัดเจนของมาตรฐานระดับประเทศที่กำลังจัดทำอยู่
รายงานฉบับเดียวกันระบุเพิ่มเติมว่า สามโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วในกรุงเทพฯ เริ่มดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2565 ถึง 2567 โดยแต่ละแห่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 9 ถึง 23 เมกะวัตต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพลังงานที่สูงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี
เม็ดเงินลงทุนที่รออยู่

แม้จะมีการชะลอโครงการ แต่แนวโน้มการลงทุนยังคงสูงมาก โดยเดอะ เนชั่น รายงานโดยอ้างอิงรายงาน Asia Pacific Data Centre Investment ของบริษัท Cushman & Wakefield ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ราว 570,000 ล้านบาท หรือประมาณ 15,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงระหว่างปี 2569 ถึง 2573
ตามรายงานของเดอะ เนชั่น ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่สามของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านศักยภาพผลตอบแทนต่อต้นทุน โดยมีอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกินร้อยละ 10 เป็นรองเพียงสิงคโปร์และเวียดนามเท่านั้น ขณะที่กิจกรรมการจองพื้นที่ล่วงหน้าของดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงเก้าเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ช่องว่างของกำลังการผลิต
รายงานของเดอะ เนชั่น ยังชี้ให้เห็นถึงภาวะขาดแคลนกำลังการผลิต โดยระบุว่าไทยมีสัดส่วนประชากรราว 514,587 คนต่อกำลังการผลิตแบบโคโลเคชันหนึ่งเมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ที่ประมาณ 247,713 คนต่อเมกะวัตต์อย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าอุปทานยังตามไม่ทันความต้องการเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
นอกจากนี้ เดอะ เนชั่น ยังรายงานว่า ธุรกิจการให้เช่าพื้นที่แบบโคโลเคชันเพียงอย่างเดียวคาดว่าจะสร้างรายได้ประจำมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 107,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2573 ขณะที่ในปี 2569 ยังมีการจัดหาสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 880 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 31,700 ล้านบาท สำหรับโครงการร่วมทุนระหว่าง Digital Edge และ B.Grimm Power ในประเทศไทยอีกด้วย
บทสรุปและก้าวต่อไป
ภาพรวมจากรายงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงประเทศไทยที่ต้องการปรับสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่กับการวางกติกาที่รอบคอบ การชะลอโครงการชั่วคราวจึงมิได้หมายถึงการปิดประตูการลงทุน หากแต่เป็นความพยายามในการจัดระเบียบเพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ได้เรียนรู้เรื่อง การลงทุน เยอะเลย.
ติดตาม การลงทุน อยู่ อันนี้ช่วยได้.
บทความมีประโยชน์มากเรื่อง การลงทุน.
จริง.
เห็นด้วยสุด.

Keep following กิตติศักดิ์ สุขHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Follow