ค่ายรถยนต์จากจีนหลายรายทุ่มเงินลงทุนตั้งฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นำโดยบีวายดีที่ระยอง หนุนให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว เมื่อรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนและการผลิตภายในประเทศ หลายบริษัทชั้นนำจากต่างชาติต่างเลือกประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ ที่พร้อมรองรับทั้งเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ
บีวายดีปักหลักที่ระยอง

หนึ่งในการลงทุนที่โดดเด่นที่สุดคือโรงงานของบริษัทบีวายดีจากประเทศจีน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตสูงถึงประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นคันต่อปี และยังถือเป็นฐานการผลิตแห่งแรกของบริษัทที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน
การเข้ามาของบีวายดีสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตที่มีความพร้อม ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานที่มีทักษะ และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ
ค่ายจีนแห่เข้ามาลงทุน
นอกจากบีวายดีแล้ว ยังมีค่ายรถยนต์จากจีนอีกหลายรายที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้งเกรตวอลล์มอเตอร์ที่ปรับเปลี่ยนโรงงานเดิมมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และฉางอันที่ทุ่มงบลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่โดยเฉพาะ
มีรายงานว่าฉางอันได้ประกาศลงทุนราวเก้าพันแปดร้อยล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานที่ตั้งเป้าการผลิตประมาณหนึ่งแสนคันต่อปี ขณะที่เมื่อรวมเม็ดเงินลงทุนของบีวายดี เกรตวอลล์ และฉางอันเข้าด้วยกัน ตัวเลขก็สูงเกินกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยล้านดอลลาร์
ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์จีน
การเข้ามาอย่างต่อเนื่องของค่ายรถจีนส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่า จากไม่ถึงสองหมื่นห้าพันคันในปี 2022 มาเป็นเกือบเก้าหมื่นคันในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วอย่างมาก
ผลจากการเติบโตนี้ทำให้แบรนด์จากจีนครองส่วนแบ่งตลาดอย่างชัดเจน โดยมีสัดส่วนอยู่ระหว่างร้อยละเจ็ดสิบถึงแปดสิบของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และเจ็ดในสิบอันดับแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทยล้วนเป็นแบรนด์จากประเทศจีน
เป้าหมายสามสิบต่อสามสิบของรัฐบาล
ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่เรียกว่า สามสิบต่อสามสิบ ซึ่งหมายถึงการผลักดันให้ร้อยละสามสิบของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ออกมาตรการจูงใจหลายรูปแบบ ทั้งการให้เงินอุดหนุนการผลิต การคืนเงินให้แก่ผู้บริโภค และการยกเว้นภาษี เพื่อดึงดูดให้ผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศมากยิ่งขึ้น
ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่
การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ายังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญ บริษัทซันโวด้าจากจีนได้รับการอนุมัติให้ลงทุนมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ ในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในจังหวัดชลบุรี
การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงแหล่งประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังสามารถผลิตชิ้นส่วนหลักได้ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว
ความท้าทายข้างหน้า
แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่อุตสาหกรรมนี้ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง การปรับตัวของผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิม และความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะเพียงพอที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่
อย่างไรก็ตาม ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ ประเทศไทยจึงมีโอกาสสูงที่จะรักษาสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคเอาไว้ได้ในอนาคต
ติดตาม รถยนต์ไฟฟ้า อยู่ อันนี้ช่วยได้.
รถยนต์ไฟฟ้า: อธิบายดีกว่าที่อื่น.
รายงานเรื่อง รถยนต์ไฟฟ้า ได้ดีมาก.
จริง.
ผมก็คิดแบบนั้น.
จริง.

Keep subscribing to กิตติศักดิ์ สุขHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
