ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์และการเข้ามาของผู้ผลิตรายใหญ่จากจีน
ประเทศไทยมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะฐานการผลิตรถยนต์รายใหญ่ของภูมิภาค จนได้รับฉายาว่าเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย และในปี 2026 ประเทศกำลังเดินหน้าเขียนบทใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ โดยเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน
เม็ดเงินลงทุนมหาศาล
ตัวเลขการลงทุนสะท้อนความมุ่งมั่นในทิศทางนี้ได้เป็นอย่างดี ตามรายงานล่าสุด ประเทศไทยสามารถดึงดูดคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้ารวมกันมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมโครงการมากถึง 198 โครงการ เม็ดเงินก้อนใหญ่นี้ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์อันดับต้นของภูมิภาคได้อย่างหนักแน่น
สิ่งที่น่าสนใจคือการลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่การประกอบรถเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ระบบไฮบริด การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การลงทุนแบบครบวงจรเช่นนี้ช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคงและทำให้อุตสาหกรรมสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ยอดผลิตที่เพิ่มขึ้น
ในด้านการผลิตจริง ตัวเลขก็เดินหน้าไปในทิศทางบวกเช่นกัน ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2026 ยอดการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถอเนกประสงค์ไฟฟ้าภายในประเทศอยู่ที่ราว 21,396 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 4.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการในตลาดที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การคาดการณ์สำหรับทั้งปียิ่งน่าจับตามองมากขึ้นไปอีก ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมคาดว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจะแตะระดับราว 200,000 คันภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้เร็วกว่ากำหนดการเดิมพอสมควร
เป้าหมาย 30@30
เป้าหมายที่ว่านั้นมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า 30@30 ซึ่งเป็นนโยบายที่ตั้งใจให้การผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วนราว 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 การที่ตัวเลขในปี 2026 ขยับเข้าใกล้เป้าหมายนี้ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังเดินหน้าได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์เอาไว้
ผู้ผลิตจากจีนแห่เข้ามา

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา บริษัทอย่าง BYD, Great Wall Motor, SAIC Motor และ Aion ต่างทยอยเข้ามาตั้งสายการประกอบภายในประเทศไทย การตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตของบริษัทเหล่านี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของประเทศได้เป็นอย่างดี
กรณีของ BYD ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด โรงงานของบริษัทในประเทศไทยมีมูลค่าราว 490 ล้านดอลลาร์ และมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คันต่อปี ซึ่งรวมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดด้วย ที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้ยังใช้ไทยเป็นฐานส่งออกอีกด้วย โดยได้ส่งรถที่ผลิตในไทยล็อตแรกจำนวน 959 คันไปยังตลาดยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่ใช่แค่รถยนต์
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องรถยนต์เท่านั้น เพราะประเทศยังกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อีกด้วย มีบริษัทหลายแห่งประกาศแผนลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลรองรับความต้องการด้านดิจิทัลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้
ยกตัวอย่างเช่น มีการประกาศแผนลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในจังหวัดระยอง ด้วยเม็ดเงินระดับหลายหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายรายก็แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในไทยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ยิ่งตอกย้ำบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลที่กำลังเติบโตของภูมิภาค
ทำไมไทยจึงได้เปรียบ
คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดนักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกประเทศไทย คำตอบส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งทำให้ไทยมีทั้งแรงงานที่มีทักษะ ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการส่งออก นอกจากนี้ มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐก็เป็นอีกแรงจูงใจสำคัญที่ขาดไม่ได้
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
การก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามีความหมายมากกว่าเพียงตัวเลขการลงทุนที่สวยงาม เพราะมันหมายถึงการสร้างงานจำนวนมาก การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการวางตำแหน่งของประเทศให้อยู่ในแนวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต หากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมนี้เอาไว้ได้ ก็จะได้เปรียบในการแข่งขันต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า
โดยสรุปแล้ว ปี 2026 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตอกย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มตัว เส้นทางข้างหน้าอาจยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ทิศทางที่ประเทศเลือกเดินนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง

Keep subscribing to กิตติศักดิ์ สุขHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
