วิเคราะห์มุมมองต่างขั้วของตลาดหุ้นไทย ระหว่างความผันผวนระยะสั้นจากการขายของต่างชาติ และแนวโน้มพื้นฐานระยะกลางที่ดูสดใสกว่าที่คิด
เช้าวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ดัชนี SET ไม่อาจกระโดดทะลุกรอบ 1,590 จุด แม้ NASDAQ ในสหรัฐฯ จะเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่และลากหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกให้พุ่งขึ้นก็ตาม ภาพที่เห็นคือตลาดแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ ระหว่าง 1,550 ถึง 1,590 จุด ตามการประเมินของบล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ซึ่งระบุว่าตลาดยังขาดปัจจัยใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้วิ่งขึ้นไปได้อีกขั้นหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO กลับมองข้ามความผันผวนระยะสั้นนี้ไป และเชื่อว่า SET มีศักยภาพที่จะกลับไปยืนที่ 1,650 ถึง 1,700 จุดภายในสิ้นปี 2569 ตัวเลข 1,700 จุดนี้ไม่ใช่แค่การเดา แต่มีเงื่อนไขและตัวเลขรองรับที่ชัดเจน ซึ่งทำให้คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมมุมมองระยะสั้นกับระยะกลางจึงสวนทางกันขนาดนี้ และนักลงทุนควรเชื่อฝั่งไหนมากกว่า
แรงขายต่างชาติไม่ใช่สัญญาณอันตราย
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อกัน 10 วันทำการ สร้างกำไรสะสมกว่า 35,000 ล้านบาทในช่วงนั้น ทำให้ตัวเลขการซื้อสุทธิตลอดทั้งปีลดลงจากจุดสูงสุดที่ 75,000 ล้านบาท มาเหลือเพียง 18,000 ล้านบาท ณ วันที่ 5 ตุลาคม ตามข้อมูลจาก SETSMART
อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์ชี้ว่าแรงขายนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเจาะจงกับไทยเท่านั้น แต่เกิดกับตลาดหุ้นทั้งภูมิภาคอาเซียน สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ยจากเฟด ประกอบกับหุ้นไทยเป็นตลาดที่ยังมีกำไรสะสมเพียงพอที่จะขายทำกำไรได้ เขาจึงสรุปว่าแรงขายนี้เป็นเรื่องของกระแสเงินทุนระดับโลก ไม่ใช่สัญญาณว่าพื้นฐานหุ้นไทยมีปัญหา
ที่น่าสนใจคือ แม้ต่างชาติจะขายหนัก แต่ SET ปีนี้ยังบวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้นกว่า 20% ทำให้ P/E ของหุ้นไทยค่อนข้างนิ่ง ไพบูลย์เน้นย้ำว่าหุ้นไทยไม่ได้ขึ้นมาแค่จากอารมณ์ตลาด แต่สนับสนุนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง
บอนด์ยีลด์ 5.34% คือตัวแปรหลัก
ตัวเลขที่สร้างความกดดันชัดเจนที่สุดคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.34% ระหว่างสัปดาห์ที่ 5 ถึง 9 ตุลาคม ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย ตัวเลขนี้สูงกว่าระดับ 5.27% ที่รายงานไว้ก่อนหน้า และสะท้อนแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและหนี้การคลังของสหรัฐฯ
แรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ยังส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นตามสู่ระดับ 2.39% ในสัปดาห์เดียวกัน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้น 5% สู่ระดับ 102.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะตึงตัวด้านการกลั่น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านพลังงานและทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
ทีมงานกรุงไทยจึงแนะนำกลยุทธ์ Barbell ที่เน้นการจับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพื่อลดความผันผวน ขณะที่หุ้นที่มีความผันผวนสูงอย่างกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ควรรอให้ราคาอ่อนตัวลงจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ก่อนค่อยทยอยสะสม
ทองคำไม่ใช่ทางออกที่ง่ายเหมือนเคย
ราคาทองคำซื้อขายอยู่ที่ 4,172.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 13.46 น. ของวันอังคาร ตามข้อมูลจาก TradingView โดยเพิ่มขึ้น 32.35 ดอลลาร์ หรือ 0.78% ในวันนั้น แต่ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,589.38 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ถึง 25.3% หรือส่วนต่าง 1,416.51 ดอลลาร์
โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 28 ตุลาคม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 50.9% เมื่อวันที่ 29 กันยายน เหลือเพียง 21.6% ณ วันที่ 6 ตุลาคม ตามข้อมูลจาก CME FedWatch ขณะที่โอกาสคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 78.4% การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 90,000 ตำแหน่งมาก
แต่แม้ตัวเลขการจ้างงานจะอ่อนแอ ซึ่งตามทฤษฎีควรหนุนราคาทองคำ แต่ราคาทองคำกลับไม่ขยับตัวมากนัก สาเหตุคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยเหล่านี้กดดันราคาทองคำมากกว่าปัจจัยสนับสนุนจากข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนตัวลง
กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา
ทีมงาน Krungthai CIO ยังคงให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าระดับ Neutral ในระยะกลาง แต่เน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านกลยุทธ์ Barbell ที่จับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตและลดความผันผวน
สำหรับนักลงทุนที่มองระยะยาว BBLAM แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยยังคงให้ความสำคัญกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นสำหรับบริหารสภาพคล่อง และกองทุนหุ้นไทยที่มีบรรษัทภิบาลดี ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
K WEALTH จากกสิกรไทยนำเสนอแนวคิด Prepare, Don't Predict ที่เน้นการออกแบบพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ แทนการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดระยะสั้น แนวคิดนี้ผสานความเชี่ยวชาญของ KBank Private Banking กับองค์ความรู้จาก Lombard Odier เพื่อพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและบริหารความเสี่ยง
ปัจจัยที่ต้องจับตา
นักลงทุนต้องติดตามรายงานการประชุม FOMC ที่เผยแพร่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ ที่จะรายงานในวันที่ 14 ถึง 15 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและผลกระทบของต้นทุนพลังงานต่อเงินเฟ้อ
สำหรับตลาดหุ้นไทย ตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนกันยายนที่รายงานในวันนี้มีความสำคัญต่อการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะต่อไป ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายนอยู่ที่ 148.72 จุด ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ Bullish ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่มองบวกมากที่สุด
ความไม่แน่นอนยังคงอยู่จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลก แต่การมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและเน้นปัจจัยพื้นฐานจะช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าการพยายามเดาทิศทางตลาดในระยะสั้น

บทสรุปสำหรับนักลงทุน
ความขัดแย้งระหว่างมุมมองระยะสั้นที่เห็น SET ติดกรอบ 1,550 ถึง 1,590 จุด กับมุมมองระยะกลางที่มองถึง 1,650 ถึง 1,700 จุด สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงกดดันระยะสั้นสู่การเติบโตระยะกลางที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน
ไพบูลย์ย้ำว่าเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ SET กลับไป 1,650 ถึง 1,700 จุดได้นั้น ได้แก่ น้ำท่วมไม่รุนแรง กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาตามคาด เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว บอนด์ยีลด์นิ่งและเริ่มปรับลง และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ทวีความรุนแรง
นักลงทุนที่ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางตลาดได้แม่นยำ ควรเน้นการสร้างพอร์ตที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ แทนการพยายามเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป การมี Core Portfolio ที่แข็งแรงและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
คำถามที่ต้องตอบ
คำถามสำคัญไม่ใช่จะลงทุนอะไร แต่คือจะออกแบบพอร์ตอย่างไรให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ของโลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ K WEALTH นำมาใช้ดูแลลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูง
ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ทุกเมื่อ การลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องของการพยายามคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
นักลงทุนที่เข้าใจว่าตลาดสามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ จะสามารถสร้างพอร์ตที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจได้ดียิ่งกว่า
มุมมองที่แตกต่าง
บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง มอง SET วันนี้แกว่งไซด์เวย์ ได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีหลัง NASDAQ ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ตัวเลขภาคบริการสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ช่วยคลายกังวลเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย
ทีมงานกรุงไทยมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.27% และ Dow Jones ลดลง 1.26% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้นสวนทาง 0.45% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ความแตกต่างของมุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าแม้ข้อมูลจะมาจากแหล่งเดียวกัน แต่การตีความและน้ำหนักที่ให้กับปัจจัยแต่ละอย่างต่างกัน ทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
ตัวเลขที่ต้องจำ
SET มีกรอบแนวรับที่ 1,550 ถึง 1,555 จุด และแนวต้านที่ 1,585 ถึง 1,590 จุด ตามการประเมินของบล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง
ราคาทองคำอยู่ที่ 4,172.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาล 25.3% ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะระดับสูงสุด 5.34%
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายนอยู่ที่ 148.72 จุด ลดลงจาก 165.89 จุดในเดือนก่อน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ Bullish ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อกัน 10 วัน ทำกำไรกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขการซื้อสุทธิลดลงจาก 75,000 ล้านบาท เหลือ 18,000 ล้านบาท
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 5% สู่ 102.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะตึงตัวด้านการกลั่น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านพลังงาน
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์ จาก Krungthai GLOBAL MARKETS
บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 2.39% ในสัปดาห์ที่ 5 ถึง 9 ตุลาคม ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 90,000 ตำแหน่งมาก ตามข้อมูลจาก CME FedWatch
โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 28 ตุลาคม เหลือเพียง 21.6% จาก 50.9% เมื่อวันที่ 29 กันยายน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch
ดัชนี NASDAQ ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.27% และ Dow Jones ลดลง 1.26% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้นสวนทาง 0.45% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor
ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น 0.4% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินยุโรป
หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 2.1% ขณะที่ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น 0.2% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.7% และดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น 1.7%
ราคาทองคำลดลง 3.4% สู่ 4,141 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย
SET บวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% YTD สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% ตามการประเมินของ FETCO
ระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศอยู่ที่ 82% เทียบกับ 94% ในปี 2554 ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกพอสมควร ตามการประเมินของ FETCO
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วราว 5 แสนล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก FETCO
ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนกันยายน ชะลอลงสู่ระดับ 54.9 จุด ต่ำกว่าที่ตลาดมองไว้ 55.1 จุด ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์
เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนกันยายน ชะลอลงสู่ระดับ 54.9 จุด
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์
กรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 33.55-33.80 บาท/ดอลลาร์ ตามการประเมินของนายพูน พานิชพิบูลย์
ราคาทองคำยังปรับตัวลง 7.20% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และลดลง 12.14% ในช่วงหกเดือน ตามข้อมูลจาก Trading Economics
ค่าเงินดอลลาร์แตะระดับ 101.61 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูง ตามข้อมูลจากแหล่งข้อมูลตลาดการเงิน
คำถามที่พบบ่อย

Keep subscribing to อนุชา รักษาHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
