avalw
⚲
BUSINESS · TH

SET ติดดอย 1,550 จุด แต่ FETCO มองไกลถึง 1,700 จุด

อนุชา รักษา อนุชา รักษา anucharaksa.avalw.com · 707 reads Respect0 Save Share Read only
READS16live count PUBLISHED6 Oct2026 READING TIME3 min580 words LANGUAGEThai
AI CITATIONS? Gathering data

วิเคราะห์มุมมองต่างขั้วของตลาดหุ้นไทย ระหว่างความผันผวนระยะสั้นจากการขายของต่างชาติ และแนวโน้มพื้นฐานระยะกลางที่ดูสดใสกว่าที่คิด

ALSO ON THE CREATOR SITERead this on anucharaksa.avalw.comOpen

เช้าวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ดัชนี SET ไม่อาจกระโดดทะลุกรอบ 1,590 จุด แม้ NASDAQ ในสหรัฐฯ จะเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่และลากหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกให้พุ่งขึ้นก็ตาม ภาพที่เห็นคือตลาดแกว่งตัวในกรอบแคบ ๆ ระหว่าง 1,550 ถึง 1,590 จุด ตามการประเมินของบล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ซึ่งระบุว่าตลาดยังขาดปัจจัยใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้วิ่งขึ้นไปได้อีกขั้นหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO กลับมองข้ามความผันผวนระยะสั้นนี้ไป และเชื่อว่า SET มีศักยภาพที่จะกลับไปยืนที่ 1,650 ถึง 1,700 จุดภายในสิ้นปี 2569 ตัวเลข 1,700 จุดนี้ไม่ใช่แค่การเดา แต่มีเงื่อนไขและตัวเลขรองรับที่ชัดเจน ซึ่งทำให้คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมมุมมองระยะสั้นกับระยะกลางจึงสวนทางกันขนาดนี้ และนักลงทุนควรเชื่อฝั่งไหนมากกว่า

แรงขายต่างชาติไม่ใช่สัญญาณอันตราย

นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อกัน 10 วันทำการ สร้างกำไรสะสมกว่า 35,000 ล้านบาทในช่วงนั้น ทำให้ตัวเลขการซื้อสุทธิตลอดทั้งปีลดลงจากจุดสูงสุดที่ 75,000 ล้านบาท มาเหลือเพียง 18,000 ล้านบาท ณ วันที่ 5 ตุลาคม ตามข้อมูลจาก SETSMART

อย่างไรก็ตาม ไพบูลย์ชี้ว่าแรงขายนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเจาะจงกับไทยเท่านั้น แต่เกิดกับตลาดหุ้นทั้งภูมิภาคอาเซียน สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ยจากเฟด ประกอบกับหุ้นไทยเป็นตลาดที่ยังมีกำไรสะสมเพียงพอที่จะขายทำกำไรได้ เขาจึงสรุปว่าแรงขายนี้เป็นเรื่องของกระแสเงินทุนระดับโลก ไม่ใช่สัญญาณว่าพื้นฐานหุ้นไทยมีปัญหา

ที่น่าสนใจคือ แม้ต่างชาติจะขายหนัก แต่ SET ปีนี้ยังบวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้นกว่า 20% ทำให้ P/E ของหุ้นไทยค่อนข้างนิ่ง ไพบูลย์เน้นย้ำว่าหุ้นไทยไม่ได้ขึ้นมาแค่จากอารมณ์ตลาด แต่สนับสนุนด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

บอนด์ยีลด์ 5.34% คือตัวแปรหลัก

ตัวเลขที่สร้างความกดดันชัดเจนที่สุดคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 5.34% ระหว่างสัปดาห์ที่ 5 ถึง 9 ตุลาคม ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย ตัวเลขนี้สูงกว่าระดับ 5.27% ที่รายงานไว้ก่อนหน้า และสะท้อนแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและหนี้การคลังของสหรัฐฯ

แรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ยังส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นตามสู่ระดับ 2.39% ในสัปดาห์เดียวกัน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้น 5% สู่ระดับ 102.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะตึงตัวด้านการกลั่น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านพลังงานและทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

ทีมงานกรุงไทยจึงแนะนำกลยุทธ์ Barbell ที่เน้นการจับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพื่อลดความผันผวน ขณะที่หุ้นที่มีความผันผวนสูงอย่างกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ควรรอให้ราคาอ่อนตัวลงจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ก่อนค่อยทยอยสะสม

ทองคำไม่ใช่ทางออกที่ง่ายเหมือนเคย

ราคาทองคำซื้อขายอยู่ที่ 4,172.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 13.46 น. ของวันอังคาร ตามข้อมูลจาก TradingView โดยเพิ่มขึ้น 32.35 ดอลลาร์ หรือ 0.78% ในวันนั้น แต่ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,589.38 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ถึง 25.3% หรือส่วนต่าง 1,416.51 ดอลลาร์

โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 28 ตุลาคม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 50.9% เมื่อวันที่ 29 กันยายน เหลือเพียง 21.6% ณ วันที่ 6 ตุลาคม ตามข้อมูลจาก CME FedWatch ขณะที่โอกาสคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเพิ่มขึ้นเป็น 78.4% การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 90,000 ตำแหน่งมาก

แต่แม้ตัวเลขการจ้างงานจะอ่อนแอ ซึ่งตามทฤษฎีควรหนุนราคาทองคำ แต่ราคาทองคำกลับไม่ขยับตัวมากนัก สาเหตุคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมีน้ำหนักมากกว่า ปัจจัยเหล่านี้กดดันราคาทองคำมากกว่าปัจจัยสนับสนุนจากข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนตัวลง

กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

ทีมงาน Krungthai CIO ยังคงให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าระดับ Neutral ในระยะกลาง แต่เน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านกลยุทธ์ Barbell ที่จับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตและลดความผันผวน

สำหรับนักลงทุนที่มองระยะยาว BBLAM แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยยังคงให้ความสำคัญกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นสำหรับบริหารสภาพคล่อง และกองทุนหุ้นไทยที่มีบรรษัทภิบาลดี ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

K WEALTH จากกสิกรไทยนำเสนอแนวคิด Prepare, Don't Predict ที่เน้นการออกแบบพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ แทนการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดระยะสั้น แนวคิดนี้ผสานความเชี่ยวชาญของ KBank Private Banking กับองค์ความรู้จาก Lombard Odier เพื่อพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและบริหารความเสี่ยง

ปัจจัยที่ต้องจับตา

นักลงทุนต้องติดตามรายงานการประชุม FOMC ที่เผยแพร่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ของสหรัฐฯ ที่จะรายงานในวันที่ 14 ถึง 15 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายการเงินและผลกระทบของต้นทุนพลังงานต่อเงินเฟ้อ

สำหรับตลาดหุ้นไทย ตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนกันยายนที่รายงานในวันนี้มีความสำคัญต่อการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะต่อไป ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายนอยู่ที่ 148.72 จุด ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ Bullish ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่มองบวกมากที่สุด

ความไม่แน่นอนยังคงอยู่จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลก แต่การมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและเน้นปัจจัยพื้นฐานจะช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าการพยายามเดาทิศทางตลาดในระยะสั้น

การวิเคราะห์เชิงลึกของนักกลยุทธ์
การวิเคราะห์เชิงลึกของนักกลยุทธ์

บทสรุปสำหรับนักลงทุน

ความขัดแย้งระหว่างมุมมองระยะสั้นที่เห็น SET ติดกรอบ 1,550 ถึง 1,590 จุด กับมุมมองระยะกลางที่มองถึง 1,650 ถึง 1,700 จุด สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงกดดันระยะสั้นสู่การเติบโตระยะกลางที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐาน

ไพบูลย์ย้ำว่าเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ SET กลับไป 1,650 ถึง 1,700 จุดได้นั้น ได้แก่ น้ำท่วมไม่รุนแรง กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาตามคาด เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว บอนด์ยีลด์นิ่งและเริ่มปรับลง และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ทวีความรุนแรง

นักลงทุนที่ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางตลาดได้แม่นยำ ควรเน้นการสร้างพอร์ตที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจ แทนการพยายามเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป การมี Core Portfolio ที่แข็งแรงและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

คำถามที่ต้องตอบ

คำถามสำคัญไม่ใช่จะลงทุนอะไร แต่คือจะออกแบบพอร์ตอย่างไรให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ของโลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ K WEALTH นำมาใช้ดูแลลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูง

ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และทิศทางดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ทุกเมื่อ การลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องของการพยายามคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

นักลงทุนที่เข้าใจว่าตลาดสามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ จะสามารถสร้างพอร์ตที่มีวินัย ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสภาวะเศรษฐกิจได้ดียิ่งกว่า

มุมมองที่แตกต่าง

บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง มอง SET วันนี้แกว่งไซด์เวย์ ได้แรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีหลัง NASDAQ ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ตัวเลขภาคบริการสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ช่วยคลายกังวลเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย

ทีมงานกรุงไทยมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.27% และ Dow Jones ลดลง 1.26% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้นสวนทาง 0.45% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor

ความแตกต่างของมุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าแม้ข้อมูลจะมาจากแหล่งเดียวกัน แต่การตีความและน้ำหนักที่ให้กับปัจจัยแต่ละอย่างต่างกัน ทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน

ตัวเลขที่ต้องจำ

SET มีกรอบแนวรับที่ 1,550 ถึง 1,555 จุด และแนวต้านที่ 1,585 ถึง 1,590 จุด ตามการประเมินของบล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง

ราคาทองคำอยู่ที่ 4,172.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาล 25.3% ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะระดับสูงสุด 5.34%

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายนอยู่ที่ 148.72 จุด ลดลงจาก 165.89 จุดในเดือนก่อน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ Bullish ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5

นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยติดต่อกัน 10 วัน ทำกำไรกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขการซื้อสุทธิลดลงจาก 75,000 ล้านบาท เหลือ 18,000 ล้านบาท

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 5% สู่ 102.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากภาวะตึงตัวด้านการกลั่น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านพลังงาน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์ จาก Krungthai GLOBAL MARKETS

บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 2.39% ในสัปดาห์ที่ 5 ถึง 9 ตุลาคม ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 90,000 ตำแหน่งมาก ตามข้อมูลจาก CME FedWatch

โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 28 ตุลาคม เหลือเพียง 21.6% จาก 50.9% เมื่อวันที่ 29 กันยายน ตามข้อมูลจาก CME FedWatch

ดัชนี NASDAQ ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.27% และ Dow Jones ลดลง 1.26% ขณะที่ Nasdaq เพิ่มขึ้นสวนทาง 0.45% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor

ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น 0.4% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินยุโรป

หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 2.1% ขณะที่ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น 0.2% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.7% และดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น 1.7%

ราคาทองคำลดลง 3.4% สู่ 4,141 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ ตามการวิเคราะห์ของทีมกลยุทธ์การลงทุนธนาคารกรุงไทย

SET บวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% YTD สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% ตามการประเมินของ FETCO

ระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศอยู่ที่ 82% เทียบกับ 94% ในปี 2554 ซึ่งยังรองรับน้ำได้อีกพอสมควร ตามการประเมินของ FETCO

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วราว 5 แสนล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก FETCO

ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนกันยายน ชะลอลงสู่ระดับ 54.9 จุด ต่ำกว่าที่ตลาดมองไว้ 55.1 จุด ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์

เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนกันยายน ชะลอลงสู่ระดับ 54.9 จุด

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์

กรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 33.55-33.80 บาท/ดอลลาร์ ตามการประเมินของนายพูน พานิชพิบูลย์

ราคาทองคำยังปรับตัวลง 7.20% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และลดลง 12.14% ในช่วงหกเดือน ตามข้อมูลจาก Trading Economics

ค่าเงินดอลลาร์แตะระดับ 101.61 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูง ตามข้อมูลจากแหล่งข้อมูลตลาดการเงิน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม SET ติดดอยที่ 1,550 จุด ทั้งที่ FETCO มองเป้า 1,700 จุด?

ความแตกต่างเกิดจากมุมมองระยะสั้นกับระยะกลาง โดยระยะสั้นตลาดยังขาดปัจจัยใหม่ในการผลักดันให้ทะลุกรอบ 1,590 จุด ขณะที่ระยะกลางเชื่อว่า SET มีศักยภาพกลับไปยืนที่ 1,650 ถึง 1,700 จุดภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจน

แรงขายหุ้นไทยของต่างชาติ 10 วันติด เป็นสัญญาณอันตรายหรือไม่?

ไม่ใช่สัญญาณอันตรายเฉพาะเจาะจงกับไทย แต่เป็นกระแสเงินทุนระดับโลกที่เกิดจากกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และนโยบายดอกเบี้ยเฟด ซึ่งกระทบตลาดหุ้นทั้งภูมิภาคอาเซียน

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 5.34% ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร?

ตัวเลขดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยและทำให้บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับ 2.39% ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 5% ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน

ราคาทองคำปัจจุบันเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลเป็นอย่างไร?

ราคาทองคำซื้อขายอยู่ที่ 4,172.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,589.38 ดอลลาร์ ถึง 25.3% หรือส่วนต่าง 1,416.51 ดอลลาร์

กลยุทธ์ Barbell ที่ธนาคารกรุงไทยแนะนำคืออะไร?

เป็นกลยุทธ์ที่เน้นการจับคู่หุ้นเติบโตคุณภาพดีกับหุ้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตและลดความผันผวน โดยแนะนำให้รอให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ผันผวนสูงอ่อนตัวลงก่อนค่อยทยอยสะสม

ปัจจัยสำคัญที่ FETCO มองว่าต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ SET กลับไป 1,700 จุดมีอะไรบ้าง?

เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วมไม่รุนแรง กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาตามคาด เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว บอนด์ยีลด์นิ่งและเริ่มปรับลง และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ทวีความรุนแรง

0 responses
No responses yet. Be the first to add one.
อนุชา รักษา
Follow this desk
อนุชา รักษา
Create a free account to follow อนุชา รักษา. New stories land in your feed, and you can save any of them to your own reading lists.
Your library & lists →
อนุชา รักษา
WRITTEN BY THE AUTHOR
อนุชา รักษา 2026-10-06 · 3 min read · 16 reads
View profile →
VERIFY THIS STORY
ASK AI
อนุชา รักษา Keep subscribing to อนุชา รักษาHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Up next
More
Statistics Search Become a creator Alliances About Terms Privacy