ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันหนัก หลุดแนวรับสำคัญ ขณะที่ธนาคารเริ่มปรับกลยุทธ์ดึงเงินฝากด้วยดอกเบี้ยรายเดือน
ตัวเลข 100 จุด ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ แต่คือแรงสั่นสะเทือนที่นักลงทุนรายย่อยรู้สึกได้ชัดเจน เมื่อตลาดหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องภายในเวลาเพียง 7 วัน และหลุดผ่านแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,480 จุด ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนยึดถือเป็นเส้นชีวิตในการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงจากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ในไตรมาส 3 ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มพลังงานและกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
ท่ามกลางความผันผวนนี้ คำถามที่ดังขึ้นในหมู่ผู้ติดตามคือ เมื่อหุ้นไม่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีนัก การโยกเงินไปพักไว้ในเงินฝากประจำที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้นจริงหรือไม่ และธนาคารเจ้าไหนกำลังเคลื่อนไหวเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดนี้อย่างจริงจัง
แรงกดดันจากงบกำไรและราคาน้ำมัน
สาเหตุหลักที่นักวิเคราะห์ชี้ตรงกันคือผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารและกลุ่มเทคโนโลยีที่มีน้ำหนักมากในดัชนี เช่น หุ้น DELTA, KCE และ HANA ที่ถูกขายออกอย่างหนักในช่วงที่ตลาดผันผวน
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มพลังงานซึ่งเป็นฐานของตลาดหุ้นไทยขาดแรงหนุน ส่งผลให้แรงซื้อเข้ามาไม่ทันกับแรงขายที่รุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตามอารมณ์ล้วนๆ แต่ตอบสนองต่อข้อมูลพื้นฐานที่อ่อนแอลง ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์ธนาคารดึงเงินฝากด้วยดอกเบี้ยรายเดือน
ในจังหวะที่ตลาดหุ้นไม่แน่นอน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ภายใต้ชื่อ “G H BANK Beyond Savings” ที่ชูจุดเด่นเรื่องความมั่นคงและผลตอบแทนที่รับได้จริง โดยเสนออัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี
สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้แตกต่างจากเงินฝากประจำทั่วไปคือ การจ่ายดอกเบี้ยรายเดือนตลอดระยะเวลา 33 เดือน ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้เกษียณอายุหรือผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ธอส. ยังมีผลิตภัณฑ์เงินฝากอีกตัวที่เสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 1.55% ต่อปี โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเก็บเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกู้ซื้อบ้านในอนาคต ซึ่งเป็นการผสานระหว่างการออมและการวางแผนระยะยาว
การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ที่รายงานอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารหลายแห่งกำลังปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินฝากให้กลับมาอยู่ในระบบสถาบันการเงิน

มุมมองจากพื้นที่: KTB และโอกาสในต่างจังหวัด
ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ที่มีการเคลื่อนไหว ธนาคารกรุงไทย (KTB) ก็กำลังบุกตลาดเชียงใหม่อย่างจริงจัง ด้วยแพ็กเกจสินเชื่อครบวงจรที่ชูจุดเด่นเรื่องสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 1.33%
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านลงเหลือระดับเลขตัวเดียวต่ำๆ เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกำลังพยายามกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มขาลง
สำหรับผู้ที่ต้องการเงินกู้เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยหรือซื้อบ้านหลังที่สอง นี่อาจเป็นจังหวะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงจริง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ให้กู้ก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

ทางออกสำหรับผู้ออมเงิน: เลือกอะไรระหว่างหุ้นและเงินฝาก
การตัดสินใจระหว่างการลงทุนในหุ้นกับเงินฝากประจำไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เมื่อความผันผวนของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงและขาดปัจจัยบวกที่ชัดเจนในระยะสั้น
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ การเลือกเงินฝากประจำที่มีดอกเบี้ย 1.30% ถึง 1.55% ต่อปี และรับดอกเบี้ยรายเดือน อาจเป็นทางเลือกที่ให้ความมั่นคงมากกว่า แม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นในบางช่วงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ผู้ลงทุนควรพิจารณาแบ่งเงินบางส่วนไปพักในเงินฝากประจำเพื่อสร้างกระแสเงินสด และถือครองหุ้นคุณภาพในระยะยาวเพื่อรอจังหวะที่ตลาดฟื้นตัว
ในอนาคต หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้นและราคาน้ำมัน stabilise ตลาดหุ้นอาจกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น ความปลอดภัยของเงินต้นคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
คำถามที่พบบ่อย

Keep subscribing to มณีรัตน์ ศรีสมบัติHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Subscribe
