หนี้ครัวเรือนไทยลดลงสู่ร้อยละ 85.9 ของจีดีพีในไตรมาสแรกของปี 2569 ต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นการลดจากข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ ไม่ใช่ฐานะการเงินที่ดีขึ้น
หนี้ครัวเรือนลดต่ำสุดในรอบ 6 ปี
ตัวเลขร้อยละ 85.9 ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ 6 ปีก่อน และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอย่าง SCB EIC ประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมีแนวโน้มลดลงต่อไปสู่ระดับราวร้อยละ 83.5 ถึง 84.5 ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งดูเผินๆ อาจเป็นสัญญาณที่ดี
แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป การลดลงนี้กลับสะท้อนปัญหามากกว่าการฟื้นตัว เพราะเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดหนี้ที่มาจากข้อจำกัด ไม่ใช่การลดหนี้ที่เกิดจากรายได้และฐานะการเงินของครัวเรือนที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง
การลดหนี้ที่มาจากข้อจำกัด

การลดหนี้ที่มาจากข้อจำกัดหมายความว่า ตัวเลขหนี้ลดลงเพราะประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขามีเงินเพียงพอจนไม่ต้องกู้ เมื่อธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ยอดสินเชื่อใหม่จึงชะลอตัว และสัดส่วนหนี้โดยรวมก็ปรับลดลงตามไปด้วย
ปัญหาคือความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนยังคงอยู่ หลายครอบครัวที่มีรายได้ไม่เพียงพอยังจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการที่ตัวเลขหนี้ลดลงจึงไม่ได้แปลว่าภาระของประชาชนเบาลงจริง
หันไปพึ่งแหล่งเงินกู้ทางเลือก
เมื่อสินเชื่อจากธนาคารตึงตัว ครัวเรือนจำนวนมากจึงหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้ทางเลือกแทน ข้อมูลชี้ว่าการปล่อยกู้ของโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การปล่อยกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าหนี้ไม่ได้หายไป แต่เพียงย้ายจากระบบธนาคารไปยังแหล่งอื่นที่อาจมีการกำกับดูแลน้อยกว่าหรือมีต้นทุนสูงกว่า ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับครัวเรือนในระยะยาวมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหา
ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ
ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงเกินระดับเฝ้าระวังที่ร้อยละ 80 ถือเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว และอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ระดับปัจจุบันจึงยังอยู่เหนือเกณฑ์ที่ควรระวัง
หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้ประชาชนต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศอ่อนแอลง เมื่อการบริโภคชะลอตัว การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
แนวทางข้างหน้า
การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขลดลง แต่ต้องมาจากการเพิ่มรายได้ของประชาชนและการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม การเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่เป็นธรรมและการส่งเสริมวินัยทางการเงินจะช่วยให้ครัวเรือนแข็งแรงขึ้นได้จริง
โดยรวมแล้ว แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะลดลง แต่ภาพที่แท้จริงยังสะท้อนความเปราะบางที่ต้องจับตา การลดหนี้ที่มาจากข้อจำกัดเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องการการฟื้นตัวของรายได้และความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนอย่างแท้จริง

Keep following กัญญารัตน์ พรหมมาHer next filing reaches you the moment it publishes, on her own subdomain.
Follow